|
มะนาว นอกฤดูในบริเวณบ้าน
มะนาวเป็นพืชที่มีความสำคัญสำหรับคนไทย
มีการนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน
โดยการนำมาเป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารหรือ
นำมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่ม
และในปัจจุบันนี้ก็นิยมนำมารับประทาน
หรือเป็นส่วนผสมของเครื่องบำรุงผิวพรรณ เพื่อความสวยงามของ
คุณสุภาพสตรี มะนาวจะให้ผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม - ตุลาคม
มะนาวในช่วงระยะเวลานี้จะมีราคาถูกเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวน
มาก แต่ในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน มะนาวจะมีราคาแพงมาก
เนื่องจากมีผลผลิตน้อยด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรต้องการ
ผลิตมะนาวนอกฤดูกันมากขึ้น
เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูนั้นทำได้หายวิธี เช่น การใช้สารเคมี
การใช้วิธีรมควัน เป็นต้น แล้วแต่ผู้ปฏิบัติ ว่าจะทำด้วยวิธีใด
ซึ่งการผลิตมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ในบริเวณบ้านก็เป็นวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดูวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ
ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับการผลิตมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์จากหลาย
ๆ แห่ง พบว่าส่วนใหญ่จะกล่าวถึงคุณนรินทร์ พูลเพิ่ม
นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร
ว่าเป็นผู้ที่ค้นพบวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์
ซึ่งจากการศึกษา จากหนังสือและเอกสารต่างๆ
ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้จึงได้ทดลองนำมาปฏิบัติจริงในบริเวณบ้าน
โดยลงทุนซื้อบ่อซีเมนต์ขนาด
80
เซนติเมตร
และแผ่นรองวงบ่อขนาดเดียวกันคิดเป็นเงินประมาณ
130
บาท/ชุด (ซื้อมาจำนวน
3
ชุด)
โดยนำวงบ่อมาวางให้พอดีกับแผ่นรองวง
บ่ออย่าเชื่อมติดกันต้องให้น้ำไหลผ่านออกได้สะดวก
วางไว้ในบริเวณที่ว่างและสามารถรับแสงได้
ได้เตรียมดินโดยการผสมดินเหนียว ปุ๋ยคอก แกลบดิบ ในอัตราส่วน
2 : 1 : 1
แต่ส่วนใหญ่ในเอกสารที่แนะนำจะให้ใส่ ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก
3 : 2
หรือดินร่วน
: ปุ๋ยคอก 3 :
1
หรือดินเหนียว : ปุ๋ยหมัก : ขี้เถ้าแกลบดำ
3: 2 : 1
ใส่ดินที่ผสมแล้วลงในวงบ่อให้เต็มวงบ่อ
แล้วพูนดินปลูกขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วขุดหลุมเล็ก ๆ
ตรงกลางวงบ่อซีเมนต์
นำกิ่งพันธุ์มะนาวลงปลูก กลบดิน
ทำหลักไม้ไผ่ผูกกับต้นมะนาวเพื่อป้องกันการโยกของต้น
ใช้เศษหญ้าคลุมหน้าดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม
โดยเริ่มปลูกมะนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
2544
ใช้มะนาวพันธุ์แป้นและพันธุ์ไข่ ในระยะแรกจะรดน้ำให้ต้นมะนาวทุกวัน
ประมาณ 1
อาทิตย์ และหลังจากนั้นจึงให้น้ำเว้นวัน
และต่อมาก็จะรดน้ำโดยดูจากลักษณะของดินว่ายังมีความชื้นอยู่หรือไม่
ถ้าไม่มีความชื้นก็จะรดน้ำทันที มะนาวมี การเจริญเติบโตดี
แต่จะมีปัญหาเรื่องหนอนกัดกิน ใบอ่อน หนอนชอนใบ
ซึ่งทำการกำจัดโดยการทำลายหนอน ด้วยการบี้ด้วยมือ เนื่องจาก
ปลูกมะนาวเพียง
3
ต้นเท่านั้นจึงมีแรงงานพอที่ป้องกันด้วยวิธีนี้ได้
และยังพบปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์เนื่องจากมะนาวทั้ง
2
พันธุ์ที่ปลูกนี้จะ อ่อนแอต่อโรคดังกล่าว
จึงใช้วิธีการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและเผาทำลายทิ้งไป
เมื่อมะนาวเจริญเติบโตได้ประมาณ
2
เดือนใส่ปุ๋ยเคมีสูตร
15-15-15
ปริมาณ
50
กรัม/ตัน
โดยหว่านบริเวณรอบ ๆ โคนต้นแล้วรดน้ำ ตาม ควรใส่ปุ๋ยเคมีทุก
1 - 2
เดือน)
ในเดือนมกราคม มะนาวจะเริ่มมีการออกดอก จึงต้องเด็ดดอกทิ้งไป
ทั้งนี้เนื่องจากมะนาวยังมีอายุน้อยและ
มีวัตถุประสงค์ว่าจะให้มะนาวออกดอกเพื่อให้ได้ผลผลิตในช่วงเดือนเมษายน
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มะนาวในตลาดมีปริมาณน้อย (การปลูกมะนาวใน
วงบ่อซีเมนต์ ควรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉพาะช่วงนอกฤดูเท่านั้น
ไม่ควรปล่อยให้มะนาวออกดอกติดผลอยู่บนต้นตลอดปี
จะทำให้มะนาวทรุดโทรม เร็วกว่าปกติ) ต่อมาในเดือนมีนาคม
พบว่ามะนาวเริ่มออกดอกอีกครั้ง
ด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นจึงต้องใช้วิธีการเด็ดดอกทิ้งเช่นเดิมเนื่อง
จากมะนาวที่ปลูกมีจำนวนน้อย
จึงมีแรงงานและเวลาเพียงพอที่จะเด็ดดอกทิ้ง
และจากการอ่านเอกสารแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการทำให้ดอกมะนาว ร่วง
ผู้เขียนเคยอ่าน ในวารสารสาระไม้ผล ซึ่งอาจารย์รวี เสรฐภักดี
ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้กล่าวไว้เกี่ยว
กับการปลิดดอกและผลอ่อนมะนาวเพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดูนั้น
มีความจะเป็นที่ต้องกำจัดดอก
และผลอ่อนที่ไม่ต้องการในฤดูกาลทิ้งออกไปก่อน
การตัดแต่งกิ่งนอกจากจะเป็นการกำจัดดอกและผลอ่อนออกไปได้บางส่วน
แล้วยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้มีการผลิยอดอ่อนใหม่ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ
อีกด้วย
ภายหลังจากตัดแต่งแล้วดอกและผลอ่อนที่เหลือก็สามารถใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตหรือฮอร์โมนมาช่วยได้สารเหล่านี้เท่าที่มีรายงาน
ผลการทดลองใช้นั้นมีอยู่
2
ชนิดด้วยกันคือ
NAA
เข้มข้น
2,000 ppm.
สามารถปลิดผลอ่อนในระยะกลีบดอกโรยและระยะที่ผลมีอายุ
2 - 3
สัปดาห์ได้ดีกว่าในระยะที่เป็นตาดอกและระยะดอกบาน
อย่างไรก็ตามการใช้
NAA
ในความเข้มข้นระดับนี้ไม่สามารถกำจัดดอกและผลอ่อนให้
หมดไปได้ตามต้องการ การใช้ความเข้มข้มที่สูงมากกว่านี้อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษกับต้นมะนาวได้
สารควบคุมการเจริญเติบโตอีกชนิดหนึ่งที่
ใช้ในการปลิดดอกและผลอ่อนของมะนาวคือ เอทธีฟอน (ethephon)
ในระดับเข้มข้น
300 ppm.
สามารถกำจัดดอกและผลอ่อนได้อย่างดีมาก ซึ่ง
ประสิทธิภาพของการปลิดทั้งดอกและผลอ่อนมีถึงกว่า
90%
ระยะที่สามารถปลิดได้ผลดีที่สุดหรือปลิดได่อย่างสมบูรณ์ (100%)
คือ
ระยะดอกบาน ส่วนผลอ่อนที่มีอายุมากกว่า
1
เดือนขึ้นไปหรือผลที่มีขนาดใหญ่ แล้วไม่สามารถปลิดได้
การใช้ความเข้มข้นสูง
400 ppm.
สามารถปลิดดอกและ ผลอ่อนได้
100%
แต่ผลข้างเคียงของเอทธีฟอนนี้ก็มีอยู่ค่อนข้างมาก
โดยมีผลทำให้ใบร่วงและเกิดอาการยางไหลได้ ใบที่มีผลกระทบต่อการใช้
สารนี้มากที่สุดคือใบที่มีสภาพไม่ค่อยสมบูรณ์ เช่น ใบที่มีโรคแคงเกอร์และหนอนชอนใบเข้าทำลายมักมีการร่วงหล่นในระดับสูงมาก
อย่างไรก็
ตามการใช้สารนี้หากใช้ในระยะที่มีแดดจัดอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นได้
ดังนั้นระดับที่สมควรใช้จึงควรอยู่ที่
300 ppm.
เท่านั้น
สำหรับผลที่ยัง
ปลิดดอกไม่หมดนั้นสามารถใช้ปลิดด้วยมือได้อย่างไม่ลำบากภายหลังการปลิดด้วยสารเคมีแล้ว
ทั้งนี้เพราะจำนวนผลที่เหลือติดอยู่นั้นมีน้อยมาก
แต่ผู้เขียนยังไม่ได้ทดลองใช้สารเคมีทั้งสองชนิดปฏิบัติเนื่องจากว่ายังมีแรงงานและเวลาพอที่จะใช้วิธีเด็ดดอกทั้งไป
คาดว่าในฤดูกาลหน้าถ้าพบ
ปัญหาการออกดอกของมะนาวในระยะเวลาที่ไม่ต้องการ
คงจะได้ใช้วิธีดังกล่าวเนื่องจากมะนาวคงจะมีการออกดอกเพิ่มมากขึ้นต้องใช้เวลาในการ
เด็ดทิ้งนาน และบางครั้งอาจจะไม่ทั่วถึง
จะทำให้มีการติดผลในเวลาที่ไม่ต้องการ
ในเรื่องของการตัดแต่งกิ่ง
จะทำการตัดแต่งกิ่งเมื่อ เห็นว่ามีกิ่งที่เป็นโรคกิ่งผุ
กิ่งที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น กิ่งไขว้กัน กิ่งที่อยู่
ชิดดินมากเกินไป เป็นต้น
ซึ่งการตัดแต่งกิ่งก็เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นการกำจัดดอกและผลที่ไม่ต้องการทิ้งไป
เพื่อให้ได้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน
ต้องงดน้ำในเดือนกันยายน - ตุลาคม
(มะนาวจะใช้เวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผล
ผลิตประมาณ 4 -
5
เดือน) เริ่มงดให้น้ำมะนาวประมาณกลางเดือนกันยายน
แต่เนื่องจากเป็นฤดูฝน จึงต้องควบคุมด้วยการใช้ผ้าพลาสติกคลุม
โคนต้น (ปากวงบ่อ) ไม่ให้น้ำซึมลงไปในดินภายในวงบ่อ
ส่วนทางรากมะนาวก็จะดูดน้ำไม่ได้
เนื่องจากมีฝารองวงบ่อกั้นอยู่ประมาณ
15 - 30
วัน
ใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยวหรือมีใบร่วง
หลังจากนั้นนำผ้าพลาสติกคลุมโคนออก ให้น้ำและปุ๋ยเคมีสูตร
12-24-12
อัตรา
50
กรัม/ต้น
ซึ่งเมื่อดอกเริ่ม
บานจำเป็นต้องมีการจัดการให้น้ำโดยเริ่มให้ดินมีความชุ่มชื้นบ้างในระยะแรก
และเพิ่มขึ้นเมื่อมีการติดผลทั่วต้น ซึ่งถ้าการควบคุมดูแลการให้
น้ำไม่ดีพอ อาจทำให้ต้นขาดน้ำและทำให้ผลอ่อนหลุดร่วงได้
ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีให้ใช้สูตร
15-15-15
หรือ
16-16-16
อัตรา
200
กรัมต่อต้นร่วมกับ ปุ๋ยยูเรีย
46-0-0
อัตรา
50
กรัม
และเมื่อได้ผลผลิตแล้วต้องเตรียมบำรุงสภาพต้นให้สมบูรณ์กลับคืนโดยเร็วโดยการตัดแต่งกิ่ง
ปลิดช่อดอกและ ผลเล็กออกให้หมด และใส่ปุ๋ยบำรุงต้น
เพื่อให้พร้อมที่จะผลิตมะนาวนอกฤดูรุ่นต่อไป
การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์เพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดู
จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้ผลผลิตนอกฤดูกาล
ทำให้
ไม่ต้องซื้อมะนาวในราคาที่แพงแล้วยังสามารถปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณบ้านได้อีกด้วย
จึงขอเชิญชวนทุกท่านทดลองปลูก แม้เพียง
1 - 2
ต้นก็
ยังดีและเมื่อเกิดความชำนาญแล้วอาจจะกลายเป็นอาชีพเสริม
หรืออาชีพใหม่ ต่อไปในอนาคตก็ได้
ที่มา :
ศูนย์สารสนเทศ กรมวิชาการเกษตร
|