วิสัยทัศน์ : เป็นแหล่งพัฒนาความรู้และบริการแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อสามารถบริการแก่เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ...

http://ndoae.doae.go.th

 

คนรักษ์แม่โพสพ


 

 

ข้าวเป็นพืชที่หล่อเลี้ยงเผ่าพันธุ์คนไทยมานับตั้งแต่โบราณกาล  โดยมีการค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่า ได้เกิดภูมิปัญหาการปลูกข้าวด้วยการปักดำในวัฒนธรรมบ้านเชียง ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 5,000 ปี และจากการตรวจพบเมล็ดข้าวเก่าแก่อายุมากกว่า 6,000 ปี ผสมอยู่ในภาชนะดินเผาที่โนนนกทา จังหวัดขอนแก่น สนับสนุนแนวคิดที่ว่า บรรพบุรุษของเราชาวเอเชียอาคเนย์ได้เริ่มทำการปลูกข้าว ก่อนที่วิถีแห่งข้าวจะแพร่หลายไปสู่ประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี

คนไทยผูกพัน นับถือและบูชาข้าวในนามเรียกขาน "แม่โพสพ" เทพธิดาประจำต้นข้าว ซึ่งเชื่อว่าคอยช่วยเหลือชาวนาให้สามารถทำนาได้พอกินและพอสำหรับจุนเจือเพื่อนมนุษย์ ดังคำอธิษฐานของชาวนาในอดีตระหว่างทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว 3 กำแรก ลงบนผืนนา โดยกำที่ 1 กล่าวว่า "ทำบุญ" กำที่ 2 กล่าวว่า "ทำทาน" และกำที่ 3 กล่าวว่า "เลี้ยงชีวิต"

ในขณะที่คนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ย 150-300 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และข้าวกลายเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกกว่า 4,000 ล้านคน ทำให้ประเทศไทยส่งออกข้าวได้มากกว่า 7 ล้านตันต่อปี โดยในปี 2550 มียอดการส่งออกมากถึง 9.2 ล้านตัน

ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างทั้งด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้วิถีการปลูกข้าวด้วยความละเมียด ทนุถนอมและเคารพเกื้อกูลต่อแม่โพสพ ธรรมชาติ และเพื่อนมนุษย์ ผืนดินของบรรพชนชาวนาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากวิธีดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

การทำนาเพื่อ "ทำบุญ ทำทาน เลี้ยงชีวิต เคารพเกื้อกูลในแม่โพสพและธรรมชาติ" เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อขาย และการให้ค่ากับผลกำไรและศรัทธาในเงินทองเป็นที่ตั้ง ส่งผลให้เกิดการขยายพื้นที่ทำนาอย่างกว้างขวาง

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2550/2551 ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี 57.42 ล้านไร่ ผลิตข้าวเปลือกได้ 23.39 ล้านตัน แต่ขณะเดียวกันชาวนาไทยกลับยากจนข้นแค้น เป็นหนี้สิน ที่ดินหลุดมือ

จากการทำนาที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาทในอดีต ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยปี 2551 เพิ่มสูงขึ้นถึง 6,000 บาท/ไร่ ซึ่งในรายการนี้รวมถึงค่าซื้อปุ๋ยและสารเคมีจากต่างประเทศที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นในทุก ๆ ปี ปุ๋ยฝรั่งเบียดแทนที่มูลจากควายอดีตเพื่อนคู่กายคู่ใจของบรรพชนชาวนาไทย ซึ่งนอกจากคอยช่วยเหลือชาววนาในด้านแรงงานแล้ว ยังผลิตปุ๋ยธรรมชาติให้แก่ชาวนาอีกด้วย โดยควายรุ่นที่มีน้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัม 1 ตัว จะถ่ายมูลสดเฉลี่ยวันละ 13.5 กิโลกรัม หรือคิดเป็นมูลแห้ง 4 กิโลกรัม

วิถีชาวนายุค "เงินทองเป็นใหญ่" ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความหวังอันเรืองรองของพี่น้องชาวนา ได้ส่งผลสะท้านสะเทือนต่อระบบนิเวศนาข้าว จากที่เคยอุดมสมบูรณ์ดังคำกล่าวที่ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" กลับล่มสลายกลายเป็นผืนนาอันไร้ซึ่งชีวิต ไม่มีปูปลาในนาข้าวเฉกเช่นในอดีต ควายเหล็กหรือรถไถนาจากต่างชาติทุกทลายไปทั่วทุกพื้นที่ ผืนนาไทยที่เคยอุดมก็โทรมทรุดลงอย่างรวดเร็วรวมกับคนป่วยที่กำลังสิ้นลม

ซึ่งนั่นก็พอ ๆ กับวิถีชาวนาไทยที่ลมหายในเริ่มรวยริน ภาพของชาวนาไทยผู้เคยได้รับการยกย่องเป็น "กระดูกสันหลังของชาติ" กลับกลายเป็นภาพของผู้ที่อุดมด้วยปัญหาหนี้สิน ที่ดินเปลี่ยนมือ เป็นแหล่งชุมชนของปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ และไร้ซึ่งศักดิ์ศรี

ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของคำถามแห่งยุคสมัยที่ว่า ข้าวที่เรากินและส่งขายกันทุกวันนี้ ยังจะสามารถเรียกว่า "ข้าวไทย" ได้อยู่หรือไม่

 

นาข้าวอินทรีย์ กู้ชีวิตชาวนาไทย

นาข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปถุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืช ดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้สามารถทำให้ต้นข้าวที่ปลูกให้ผลผลิตสูงในระดับที่น่าพอใจ โดยมีเทคนิคและวิธีการดังนี้

1. ย่อยฟางและตอซังให้เป็นปุ๋ย

หลังการเก็บเกี่ยว อย่าเผาฟาง ตอซัง หรือหญ้า เพราะจำเป็นการทำลายหน้าดินและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน ควรปล่อยน้ำเข้านาให้ได้ระดับความลึก 5-10 เซนติเมตร  แทน จากนั้นใช้น้ำหมักหยดไปกับน้ำในอัตราไร่ละ 1 ลิตร ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน น้ำหมักจะกระตุ้นจุลินทรีย์ในดิยให้ทำการย่อยฟาง สังเกตได้โดยเมื่อหยิบฟางขึ้นดูจะพบว่าฟางเปื่อยยุ่ย กลายเป็นปุ๋ยอย่างดี

นอกจากนี้ การหมักฟางยังให้ประโยชน์อีกหลายประการคือ ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพจากฟางข้าว ซึ่งช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและฟูขึ้น ทั้งยังเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เมื่อฟางย่อยสลายดีแล้วก็สามารถทำเทือกหว่านหรือปักดำได้ทันที โดยไม่ต้องไถคราด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายขึ้น ทั้งยังสามารถปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการทำนาข้าวคือประมาณ pH 6.5

2. ทุบทำเทือก

หลังจากฟางย่อยสลายดีแล้วหากมีน้ำขัง หรือมีความชื้นมากพอสามารถทุบทำเทือกได้ทันที และควรคราดพื้นที่นาให้เสมอกัน จะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำได้ดี

นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมวัชพืชได้อีกด้วย ทำให้การงอกของต้นข้าวเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ สะดวกต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าพื้นที่ไม่เรียบมีน้ำขัง อาจทำให้เมล็ดข้าวที่แช่น้ำเน่าเสียหายได้

3. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูก

ก่อนการหว่าน หรือการปักดำ ควรนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัดไว้มาแช่หรือคลุกกับน้ำหมัก (ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการขับไล่หรือกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช) หรือแช่หมักในน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์มา ทิ้งไว้ 1-2 คืน เมื่อนำไปหว่านจะช่วยในการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรวบกวน อีกทั้งยังทำให้อัตราการงอกสูงขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังช่วยให้ใช้เวลาในการเพาะต้นกล้าสั้นลง ต้นกล้าที่ได้สมบูรณ์แข็งแรงง่ายต่อการย้ายกล้า และสามารถฟื้นตัวได้เร็ว

4. การหว่านกล้าและการดำนา

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ที่คัดเลือกแล้วก็ทำการหว่านเมล็ดลงไปในแปลงเพาะที่เตรียมไว้โดยอาจแบ่งจากที่นา 1 งาน เพื่อทำการตกกล้า การตกกล้าจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 1 ถังครึ่งต่อแปลงเพาะขนาด 1 งาน จะได้ต้นกล้าที่นำไปปักดำในพื้นที่นาประมาณ 4 ไร่ และเมื่อต้นกล้าเริ่มขึ้นควรให้น้ำหมัก ในปริมาณ 1 ลิตรต่อ 1 ไร่ หยดไปกับน้ำหรือฉีดพ่น  โดยผสมน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ 400 ลิตร เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 30 วัน ก็สามารถนำไปปักดำได้ โดยต้องตัดใบออกให้เหลือความยาวจากรากประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อลดการคายน้ำทำให้ต้นข้าวฟื้นตัวเร็ว

ในกรณีที่เป็นนาหว่าน หลังจากทุบทำเทือกเรียบร้อยแล้ว ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ เตรียมไว้ประมาณ 1 ถังครึ่งต่อนา 1 ไร่ การหว่านควรหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลง และไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นข้าวขึ้นหนาแน่น ส่งผลให้ต้นข้าวแคระแกรนและสิ้นเปลือง ต้นทุนในการใส่ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้น

5. ให้อาหารดินเพื่อบำรุงดิน และเร่งจุลินทรีย์ในดิน

หลังปักดำหรือหว่านเมล็ดแล้ว 10-15 วัน ควรให้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อเร่งราก และสร้างอาหารตามธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นกล้า โดยจุลินทรีย์ในดินจะช่วยย่อยดิน ทราย และสารอาหารในดินป้อนให้แก่รากกล้า จะส่งผลให้รากลึกเร่งการแตกรากของข้าวได้มากขึ้น ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง กอมีขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี มีภูมิต้านทานโรคและแมลงสุง เมื่อข้าวออกรวงเต็มที่ต้นจะไม่ล้ม ข้าวแตกกอได้มาก ทรงพุ่มตั้งตรงลำต้นแกร่ง เหนียว ใบแข็งแรงตั้งตรงรับแสงแดดได้ดี ทำให้สังเคราะห์แสง และปรุงอาหารได้ดี โดยสีของใบจะเป็นสีเขียวนวล ไม่ใช่สีเขียวเข้มเหมือนใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสีของใบนี้จะขึ้นอยู่กับความเข้มของแสง และปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

6. บำรุงดินเร่งจุลินทรีย์ ก่อนข้าวตั้งท้อง

ก่อนข้าวตั้งท้องประมาณ 15 วัน ควรบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ กระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดินให้เร่งย่อยสลายและสำรองอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของต้นข้าวในขณะตั้งท้อง และเมื่ออาหารเพียงพอต้นข้าวจะมีลำต้นอวบใหญ่ ปล้องยาวใหญ่พร้อมอุ้มท้อง และเมื่อข้าวตั้งท้องก็จะได้ข้าวที่ท้องอวบยาว ส่งผลให้รวงยาวใหญ่ เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอ มีจำนวนเมล็ดมาก (250-350 เมล็ดต่อ 1 รวง) เมล็ดข้าวเต็มโครง (ไม่มีเมล็ดลีบ) เมล็ดใส (ไม่มีท้องไข่ปลา) รสชาติดี มีกลิ่นหอม น้ำหนักดี (ถังละ 11.5-12 กก.) ผลผลิตได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาสูง

นอกจากทำให้ต้นข้าวแข็งแรงแล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพยังช่วยฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ หลังจากเปลี่ยนมาทำนาแบบชีวภาพ โดยการไม่เผาฟางและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โครงสร้างดินจะค่อย ๆ ดีชึ้น ดินดำร่วนซุย ค่าความเป็นกรด-ด่างมีความเหมาะสม มีอาหารพืชตามธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี จึงประหนัดต้นทุนได้มากขึ้น

 

ที่มา : มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

 

 

 
 

© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2548 โดย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่
แสดงผลได้ดีในหน้าจอขนาด 800x600 และ 1024x768, IE 6.0 ขึ้นไป