1. ย่อยฟางและตอซังให้เป็นปุ๋ย
หลังการเก็บเกี่ยว อย่าเผาฟาง ตอซัง
หรือหญ้า
เพราะจำเป็นการทำลายหน้าดินและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน
ควรปล่อยน้ำเข้านาให้ได้ระดับความลึก 5-10 เซนติเมตร แทน
จากนั้นใช้น้ำหมักหยดไปกับน้ำในอัตราไร่ละ 1 ลิตร
ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน
น้ำหมักจะกระตุ้นจุลินทรีย์ในดิยให้ทำการย่อยฟาง
สังเกตได้โดยเมื่อหยิบฟางขึ้นดูจะพบว่าฟางเปื่อยยุ่ย
กลายเป็นปุ๋ยอย่างดี
นอกจากนี้
การหมักฟางยังให้ประโยชน์อีกหลายประการคือ
ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพจากฟางข้าว
ซึ่งช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและฟูขึ้น
ทั้งยังเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน
เมื่อฟางย่อยสลายดีแล้วก็สามารถทำเทือกหว่านหรือปักดำได้ทันที
โดยไม่ต้องไถคราด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายขึ้น
ทั้งยังสามารถปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง
ในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการทำนาข้าวคือประมาณ
pH 6.5
2. ทุบทำเทือก
หลังจากฟางย่อยสลายดีแล้วหากมีน้ำขัง
หรือมีความชื้นมากพอสามารถทุบทำเทือกได้ทันที
และควรคราดพื้นที่นาให้เสมอกัน
จะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำได้ดี
นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมวัชพืชได้อีกด้วย
ทำให้การงอกของต้นข้าวเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ
สะดวกต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย
การเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าพื้นที่ไม่เรียบมีน้ำขัง
อาจทำให้เมล็ดข้าวที่แช่น้ำเน่าเสียหายได้
3.
การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูก
ก่อนการหว่าน หรือการปักดำ
ควรนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัดไว้มาแช่หรือคลุกกับน้ำหมัก
(ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการขับไล่หรือกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช)
หรือแช่หมักในน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์มา ทิ้งไว้ 1-2 คืน
เมื่อนำไปหว่านจะช่วยในการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรวบกวน
อีกทั้งยังทำให้อัตราการงอกสูงขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ยังช่วยให้ใช้เวลาในการเพาะต้นกล้าสั้นลง
ต้นกล้าที่ได้สมบูรณ์แข็งแรงง่ายต่อการย้ายกล้า
และสามารถฟื้นตัวได้เร็ว
4. การหว่านกล้าและการดำนา
หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ที่คัดเลือกแล้วก็ทำการหว่านเมล็ดลงไปในแปลงเพาะที่เตรียมไว้โดยอาจแบ่งจากที่นา
1 งาน เพื่อทำการตกกล้า การตกกล้าจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 1
ถังครึ่งต่อแปลงเพาะขนาด 1 งาน
จะได้ต้นกล้าที่นำไปปักดำในพื้นที่นาประมาณ 4 ไร่
และเมื่อต้นกล้าเริ่มขึ้นควรให้น้ำหมัก ในปริมาณ 1 ลิตรต่อ 1
ไร่ หยดไปกับน้ำหรือฉีดพ่น โดยผสมน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ
400 ลิตร เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 30 วัน
ก็สามารถนำไปปักดำได้
โดยต้องตัดใบออกให้เหลือความยาวจากรากประมาณ 30 เซนติเมตร
เพื่อลดการคายน้ำทำให้ต้นข้าวฟื้นตัวเร็ว
ในกรณีที่เป็นนาหว่าน
หลังจากทุบทำเทือกเรียบร้อยแล้ว ใช้เมล็ดพันธุ์ที่
เตรียมไว้ประมาณ 1 ถังครึ่งต่อนา 1 ไร่
การหว่านควรหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลง
และไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินไป
เพราะจะทำให้ต้นข้าวขึ้นหนาแน่น
ส่งผลให้ต้นข้าวแคระแกรนและสิ้นเปลือง
ต้นทุนในการใส่ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้น
5. ให้อาหารดินเพื่อบำรุงดิน
และเร่งจุลินทรีย์ในดิน
หลังปักดำหรือหว่านเมล็ดแล้ว 10-15 วัน
ควรให้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ
และฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อเร่งราก
และสร้างอาหารตามธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นกล้า
โดยจุลินทรีย์ในดินจะช่วยย่อยดิน ทราย และสารอาหารในดินป้อนให้แก่รากกล้า
จะส่งผลให้รากลึกเร่งการแตกรากของข้าวได้มากขึ้น
ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง กอมีขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี
มีภูมิต้านทานโรคและแมลงสุง เมื่อข้าวออกรวงเต็มที่ต้นจะไม่ล้ม
ข้าวแตกกอได้มาก ทรงพุ่มตั้งตรงลำต้นแกร่ง เหนียว
ใบแข็งแรงตั้งตรงรับแสงแดดได้ดี ทำให้สังเคราะห์แสง
และปรุงอาหารได้ดี โดยสีของใบจะเป็นสีเขียวนวล
ไม่ใช่สีเขียวเข้มเหมือนใช้ปุ๋ยเคมี
ซึ่งสีของใบนี้จะขึ้นอยู่กับความเข้มของแสง
และปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
6. บำรุงดินเร่งจุลินทรีย์
ก่อนข้าวตั้งท้อง
ก่อนข้าวตั้งท้องประมาณ 15 วัน
ควรบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ
และปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ
กระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดินให้เร่งย่อยสลายและสำรองอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของต้นข้าวในขณะตั้งท้อง
และเมื่ออาหารเพียงพอต้นข้าวจะมีลำต้นอวบใหญ่
ปล้องยาวใหญ่พร้อมอุ้มท้อง
และเมื่อข้าวตั้งท้องก็จะได้ข้าวที่ท้องอวบยาว
ส่งผลให้รวงยาวใหญ่ เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอ มีจำนวนเมล็ดมาก
(250-350 เมล็ดต่อ 1 รวง) เมล็ดข้าวเต็มโครง (ไม่มีเมล็ดลีบ)
เมล็ดใส (ไม่มีท้องไข่ปลา) รสชาติดี มีกลิ่นหอม น้ำหนักดี
(ถังละ 11.5-12 กก.) ผลผลิตได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด
ราคาสูง
นอกจากทำให้ต้นข้าวแข็งแรงแล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพยังช่วยฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์
หลังจากเปลี่ยนมาทำนาแบบชีวภาพ
โดยการไม่เผาฟางและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โครงสร้างดินจะค่อย ๆ
ดีชึ้น ดินดำร่วนซุย ค่าความเป็นกรด-ด่างมีความเหมาะสม
มีอาหารพืชตามธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
ช่วยให้ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี จึงประหนัดต้นทุนได้มากขึ้น