วิสัยทัศน์ : เป็นแหล่งพัฒนาความรู้และบริการแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อสามารถบริการแก่เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ...

http://ndoae.doae.go.th

คนรักษ์แม่ธรณี
เลี้ยงดิน...ให้ดิน...เลี้ยงพืช
feed the soil and let the soil feed the plant

ในช่วงระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มผลผลิตและรายได้ของประเทศมาจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกมากกว่าการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่จนถึงขณะนี้ประมาณได้ว่าพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรมได้ใช้ไปจนเกือบหมด และพยายามหาพื้นที่ชดเชยด้วยการอพยพโยกย้ายเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น เพราะการใช้ที่ดินกันอย่างขาดความระมัดระวัง และไม่มีการบำรุงรักษา ซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมโทรม

จากปัญหาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นเพื่อทำการศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นตัวอย่างในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การขยายพันธุ์พืชเพื่ออนุรักษ์ดินและบำรุงดิน รวมถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมากจากพระราชดำริ ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาและพัฒนาพื้นที่พรุ ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวให้เป็นดินที่มีคุณภาพ สามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดจนการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกร ในบางพื้นที่ที่มีปัญหาในการพัฒนาปรับปรุงดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ดินเปรี้ยว ดินทราย ดินเค็ม ดินดาน ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลาย สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้

ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์ได้ใช้ทรัพยากรดินเป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เป็นแหล่งสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นที่ตาย กล่าวได้ว่าดินเป็นทรัพยากรขั้นมูลฐานเป็นตัวการให้มนุษย์เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทรัพยากรอื่น ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล ดังจะเห็นได้จากการที่ทรัพยากรดินเป็นตัวกลางในการก่อปฏิกิริยาร่วมระหว่างอากาศ แสงแดดและน้ำ ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืชพรรณต่าง ๆ และมนุษย์ได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ โดยผ่านสัตว์ที่กินพืชหรืออาจได้รับโดยการกินพืชนั้นโดยตรง

มนุษย์เราจะใช้ที่ดินเพื่อสนองความต้องการของตนตลอดเวลา และนับวันจะถูกใช้หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกวั้นนี้สภาพความสมดุลของดินในหลายพื้นที่ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป การใช้ที่ดินผิดประเภท การทำลายผิวดินในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การทำไรเลื่อนลอย การตัดไม้ทำลายป่า การใช้ปุ๋ยเคมี ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมอื่น ๆ ในระบบนิเวศด้วย

การทำการเกษตรของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็เช่นเดียวกันมีการ "ปอกเปลือกเปลือยดิน" การเผา การใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม จึงเป็นวิธีการที่ผิดธรรมชาติและทำลายธรรมชาติซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต

เกษตรกรที่ไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ปอกเปลือกเปลือยดิน ไม่เผา ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม อันเป็นแนวทางของหลักกสิกรรมธรรมชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงบำรุงดินเป็นอันดับแรก และถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะถือว่าดินเป็นต้นกำเนิดของชีวิต สังคมไทยในอดีตให้ความสำคัญของดินด้วยความเคารพบูชาดินเสมือน "แม่" เรียก "พระแม่ธรณี" การให้ความรักและเอาใจใส่พระแม่ธรณี โดยการห่มดินหรือการคลุมดิน ไม่เปลือยดิน โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือเศษพืชผลทางการเกษตรที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และการปรุงอาหารเลี้ยงดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไปเพื่อให้เป็นอาหารของดิน แล้วดินจะปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืช โดยกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์เรียกหลักการนี้ว่า "เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช (feed the soil and let the soil feed the plant)" การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้ดินกลับมามีชีวิตพืชที่ปลูกก็จะเจริญเติบโตแข็งแรงให้ผลผลิตดี ต้นทุนในการผลิตลดลง รวมถึงการที่ผู้ผลิตและผู้บริโภค มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี จึงมีการให้นิยามของการปฏิบัติเช่นนี้ว่า "คืนชีวิตให้แผ่นดิน" ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของ ลูก (มนุษย์) ที่มีต่อ แม่ (ธรณี)


 

ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
หมายถึง สารธรรมชาติที่ได้จากกระบวนการหมักบ่มวัตถุดิบจากธรรมชาติต่าง ๆ ทั้งพืช และสัตว์จนสลายตัวสมบูรณ์เป็นฮิวมัส วิตามิน ฮอร์โมน และ สารธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งอาหารของดิน ตัวเร่งการทำงานของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน และอาศัยอยู่ปลายรากของพืชที่สามารถสร้างธาตุอาหารกว่า 93 ชนิด ให้แก่พืช

ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
1. เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตในดิน เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา และแอคติโนมัยซีส
2. ให้ธาตุอาหาร และกระตุ้นให้จุลินทรีย์สร้างอาหารกว่า 93 ชนิดแก่พืช
3. ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติ และโครงสร้างดินให้ดีขึ้น
4. ช่วยดูดซับ หรือดูดยึดธาตุอาหารไว้ให้แก่พืช
5. ช่วยปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช
6. ช่วยกำจัดและต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคต่าง ๆ
7.ทำให้พืชสามารถสร้างพิษได้เอง ช่วยให้ต้านทานโรคและแมลงได้ดี

สูตรปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพและปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ
สูตรหญ้าผสมขี้ไก่

ส่วนประกอบ
- หญ้าสด  50  กิโลกรัม
- ขี้ไก่  5  กิโลกรัม
ไม่ควรเลือกไก่ที่กินยาปฏิชีวนะเพราะจะทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่าและเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ในดิน และที่ปลายรากพืช

วิธีทำ
นำหญ้าสด 10 กิโลกรัม ใส่ลงในถังหมักพลาสติกขนาด 200 ลิตร ย่ำให้แน่น (จะสูงประมาณ 20 เซนติเมตร) โรยขี้ไก่หมาด ๆ 1 กิโลกรัม ทับลงบนหญ้า ทำซ้ำเช่นเดิมอีก 4 ชั้น ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม จากนั้นบ่มไว้ประมาณ 45 วัน ขึ้นไปจะได้ปุ๋ยน้ำเข้มข้นคุณภาพดี

วิธีใช้
ผสมน้ำ 1:200-500 รดดินหรือผสมน้ำ 1:300-1000 ฉีดลำต้นหรือใบ

สูตรเศษอาหาร (ปุ๋ยคน)
ส่วนประกอบ

- เศษอาหารในครัวเรือน 3 กิโลกรัม
- น้ำตาลแดงหรือกากน้ำตาล 3 กิโลกรัม
- น้ำสะอาด 1-10 ลิตร (แล้วแต่เศษอาหารมีน้ำมากหรือไม่)
- หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ลิตร

วิธีทำ
นำเศษอาหาร 3 กิโลกรัม ใส่ลงในถังพลาสติก แยกผสมน้ำกับน้ำตาลให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นลงไป จากนั้นนำไปเททับลงในถังที่ใส่เศษอาหารให้ทั่วปิดฝาให้สนิท ไม่ให้แสงและอากาศเข้าได้ บ่มทิ้งไว้ประมาณ 90 วัน จะได้ปุ๋ยน้ำคุณภาพดี กลิ่นหอม รสเปรี้ยว (pH ประมาณ 3) หมายเหตุ  ปริมาณส่วนผสมต่าง ๆ ปรับได้ตามส่วน

วิธีใช้
ผสมน้ำ 1:100-400 รดโคนหรือผสมน้ำ 1:200-1000 ฉีดลำต้นและใบ

สูตรพืชผัก
ส่วนประกอบ

- เศษพืชผักผลไม้ทุกชนิด 3 กิโลกรัม
- น้ำตาลแดงหรือกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
- น้ำสะอาด 10 ลิตร
- หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ลิตร

วิธีทำ
นำเศษผักผลไม้สับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในถังพลาสติก แยกผสมน้ำกับน้ำตาลให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นลงไป จากนั้นนำไปเททับลงบนเศษผักผลไม้ในถังให้ทั่ว ใช้ไม้ไผ่ขัดกดให้เศษผักจมน้ำ ปิดฝาให้สนิท ไม่ให้แสงและอากาศเข้า บ่มทิ้งไว้ในที่ร่ม 90 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะได้ปุ๋ยน้ำคุณภาพดี กลิ่นหอม และรสเปรี้ยว (pH 3.3) เหมาะสำหรับรดพืชผักทุกชนิด  หมายเหตุ  ถ้าต้องการดผักชนิดไหนให้ใช้ผักชนิดนั้นหมักเป็นหลัก ร่วมกับพืชผักที่ชอบร่วมกับผักชนิดนั้น

วิธีใช้
ผสมน้ำ 1:100 รดดินหรือผสมน้ำ 1:200-400 ฉีดพ่นใบและลำต้น

สูตรหอยเชอรี่หรือสูตรปลา
ส่วนประกอบ

- หอยเชอรี่หรือปลาสด 3 กิโลกรัม
- น้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
- น้ำสะอาด 10 ลิตร
- ห้วเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ลิตร

วิธีทำ
นำหอยเชอรี่หรือปลามาสับ ทุบหรือบดให้พอแหลก แยกผสมน้ำ น้ำตาลและหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเททับลงบนหอยเชอรี่หรือปลาในถัง ใช้ไม้ไผ่ขัดกดให้หอยเชอรี่หรือปลาจมลงในน้ำ จากนั้นปิดฝาให้สนิท ไม่ให้แสงและอากาศเข้า บ่มทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 90 วัน เป็นอย่างน้อย  หมายเหตุ ไม่ควรใช้สูตรหอยเชอรี่หรือสูตรปลาเพียงอย่างเดียว ควรใช้ร่วมกับสูตรพืชผักหรือสูตรสมุนไพรด้วย

ปุ๋ยน้ำหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ (ชนิดผง)
สูตรมูลสัตว์

ส่วนประกอบ

- มูลสัตว์ 1 กระสอบ
- แกลบ เศษใบไม้ หรือซังข้าวโพด 1 กระสอบ
- ขี้เถ้าแกลบ 1 กระสอบ
- รำอ่อน  1 กระสอบ
- น้ำสะอาด 10 ลิตร (ถ้าวัตถุดิบแห้งมากก็สามารถเพิ่มปริมาณขึ้น)
- หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ลิตร

วิธีทำ

  1. นำมุลสัตว์ แกลบ ขี้เถ้ากลบ และรำอ่อนมาผสมคลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. ผสมน้ำกับหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นให้เข้ากัน รดลงบนกองวัสดุ และผสมให้เข้ากันจนมีความชื้นประมาณ 35% โดยทดลองกำดูจะเกาะกันเป็นก้อนได้แต่ไม่เหนียว และเมื่อปล่อยทิ้งลงพื้นจากความสูงประมาณ 1 เมตร ก้อนปุ๋ยจะแตกแต่ยังมีรอยนิ้วมือเหลืออยู่
  3. คลุกเคล้าให้เข้ากันดี ตักปุ๋ยใส่กระสอบและมัดปากถุงให้แน่น
  4. กองกระสอบปุ๋ยซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และควรวางกระสอบแต่ละตั้งให้ห่างกัน เพื่อให้ความร้อนสามารถระบายออกได้ทั้ง 4 ด้าน เพื่อไม่ต้องกลับกระสอบทุกวัน
  5. ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ตรวจดุว่ามีกลิ่นหอมและไม่มีไอร้อน ก็สามารถนำไปใช้งานและเก็บรักษาไว้ได้นาน

วิธีใช้
ควรใช้ตั้งแต่ในขั้นตอนของการเตรียมดินโดยผสมคลุกเคล้ากับดินในแปลง เสร็จแล้วคลุมดินด้วยฟาง ใบไม้หรือกิ่งไม้ และควรหมักดินทิ้งไว้ 7 วัน จึงจะเริ่มลงมือปลูกพืช (ในกรณีที่เป็นนาข้าว พืชไร และพืชผัก)

อัตราการใช้
- นาข้าว 200 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
- พืชไร่ พืชผัก 2 กำมือ ต่อ 1 ตารางเมตร
- ไม้ยืนต้น พืชสวน 1 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร

ข้อแนะนำ
ในการใช้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพให้ได้ผลดีนั้น หลังจากหว่านหรือคลุกผสมปุ๋ยแห้งกับดินแล้ว ควรคลุมดินด้วยฟาง เศษหญ้า หรอืเศษใบไม้ จากนั้นใช้ปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพรดลงไป ในอัตราส่วน 1:200 จะช่วยให้ดินร่วนซุยและฟูขึ้น ทำให้รากพืชเติบโตได้ดี

 

ที่มา : มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

 

 

 

 
 

© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2548 โดย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่
แสดงผลได้ดีในหน้าจอขนาด 800x600 และ 1024x768, IE 6.0 ขึ้นไป