
วันที่ 24 มีนาคม 2569 นางสาวอัญชลี ปัญญากวาว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้ นายพัชญ์ธน วิกัน ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตาม โครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ณ แปลงใหญ่ข่า หมู่ 2 ตำบลทุ่งน้อย อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร
ทั้งนี้เกษตรกรผู้ปลูกข่า เผยสถานการณ์การผลิตและการตลาด พบว่าข่ายังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 2 ตันต่อไร่ต่อรอบ โดยการใช้ “แกลบดำ หรือฟางข้าวคลุมแปลง ” ช่วยเพิ่มคุณภาพ ทำให้ข่าสวยและได้ผลผลิตดี และลดการเผาในพื้นที่เกษตร
เทคนิคการผลิตคุณภาพ
เกษตรกรนิยมขุด ล้าง ตัด และแช่สารส้ม 10–20 นาที ก่อนส่งจำหน่าย โดยใช้น้ำสะอาดและน้ำเย็นเพื่อรักษาคุณภาพ ป้องกันข่าดำหรือเน่า พร้อมดูแลแปลงด้วยการกำจัดหญ้าใบแคบ ใส่ปุ๋ยผสมน้ำ (1,000 ลิตร ต่อสาร 1.50 กก.) และใช้ฟางคลุมแปลงลดวัชพืช
ปัญหาที่พบ
โรคเน่าจากเชื้อราและแบคทีเรีย โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วม รวมถึงต้นทุนขนส่งที่ผันผวนจากราคาน้ำมัน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถประเมินต้นทุนได้ชัดเจน และส่งผลให้ล้งบางช่วงหยุดรับซื้อ
การตลาดและการกระจายสินค้า
ข่ามีความต้องการทั้งในและต่างประเทศ เช่น
ตลาดเกาหลี–ญี่ปุ่น รับสัปดาห์ละประมาณ 1 ตัน
ตลาดยุโรป สัปดาห์ละ 5 ตัน
ตลาดในประเทศ สัปดาห์ละ 2 ตัน
โดยเฉพาะตลาดสี่มุมเมือง มีการส่งวันละ 1–2 ตัน จากเกษตรกรกว่า 50 รายที่รวมกลุ่มกันจำหน่าย
แนวโน้มราคา
ข่าแก่ ข่าอ่อน และข่าแปรรูป เป็นกลุ่มที่มีราคาดี การกำหนดราคาขึ้นอยู่กับกลไกตลาด และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนสำคัญ
การรวมกลุ่มเกษตรกร การมีมาตรฐาน GAP และการหาตลาดด้วยตนเอง เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ ลดความเสี่ยงจากการถูกกดราคา หรือปัญหาการฝากขาย
โอกาสพัฒนา
แม้มีการทดลองแปรรูปข่าแห้ง แต่ยังพบว่ากลิ่นลดลงและน้ำหนักหายมาก (10 กก. เหลือ 1 กก.) จึงยังต้องพัฒนานวัตกรรมเพิ่มมูลค่าในอนาคต




